Talk to me before I’m gone.

เรื่อง: ละมุด 

*อาจมีเนื้อหาที่สะเทือนใจ*

“ใครก็ได้ ช่วยด้วย ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว” ในหัวของฉันมีแต่ประโยคนี้วนซ้ำไปซ้ำมา ฉันแอบนอนร้องไห้อยู่ในห้องของตัวเองอย่างเงียบงัน วันแล้ว วันเล่า ใจหนึ่งก็อยากจะพูดประโยคนี้ให้ใครซักคนได้ฟัง แต่อีกใจหนึ่ง ก็อยากจะให้มันอยู่กับตัวเราเพียงแค่คนเดียว

“เราผิดเองแหละ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นก็เพราะว่ามีเราอยู่” ฉันโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่หนักอึ้ง มันหนักจนแม้กระทั่งการยิ้มออกมาจากใจจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

“ถ้าเราหายไป ทุกอย่างก็คงดีขึ้นล่ะมั้ง” หลังจากการคิดซ้ำไปซ้ำมา ชั่งใจระหว่างการขอความช่วยเหลือออกไป กับการยอมรับผิด ด้วยการลงโทษตัวเองให้จมอยู่ในความคิดเหล่านี้ สุดท้ายแล้ว ความคิดของฉันก็มักจะมาลงเอยกับการอยากให้ตัวเองหายไปจากโลกใบนี้เสมอ

“แค่ขึ้นไปที่ดาดฟ้าแล้วกระโดดลงมา ทุกอย่างก็จะจบ ขาดแค่ความกล้าอีกนิดเดียวเท่านั้น” นี่คือความคิดสุดท้ายที่ฉันจำได้ ก่อนที่ฉันจะผล็อยหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า

เรื่องนี้มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่…

ที่จริงแล้วฉันก็จำจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนของมันไม่ได้หรอก แต่ถ้าจะให้ประมาณการณ์ ครั้งแรกที่ความรู้สึกหนักอึ้งภายในใจได้ถาโถมเข้ามา น่าจะเป็นช่วงกำลังจะจบป.6 ในตอนนั้น ฉันในวัยเด็กได้ทะเลาะกับเพื่อนที่สนิทที่สุด ด้วยเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องสักเท่าไหร่ แต่การทะเลาะในครั้งนั้นก็ได้สร้างปมให้ตัวฉันกลายเป็นคนกลัวการเสียเพื่อน ซึ่งบุคลิกภาพนี้ก็ได้ส่งผลต่อตัวฉันในเวลาต่อมา

ในวัยมัธยมต้น ฉันมีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความชอบแบบเดียวกัน นั่นก็คือการเล่นเกม ฉันได้ชวนพวกเขาเข้าไปเล่นเกมออนไลน์ชื่อดังเกมหนึ่งด้วยกัน และเริ่มก่อตั้งกิลด์ (สมาคมภายในเกม) กิลด์หนึ่งขึ้นมา ภายในกิลด์นั้นเป็นสังคมที่อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ในนั้นมีทั้งเพื่อนและรุ่นน้องจากที่โรงเรียนของฉัน และที่เจอกันภายในเกม พวกเราใช้ชีวิตในเกมนั้น ราวกับว่ามันเป็นเหมือนกับสนามเด็กเล่นที่คอยเชื่อมระยะห่างนับพันกิโลเมตรให้เข้ามาใกล้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส 

ในช่วงเวลานั้น พวกเราทุกคนรักกันมาก นอกจากจะช่วยกันพัฒนากิลด์แล้ว บางครั้งพวกเราก็มานั่งจับเข่าพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ ของแต่ละคนในเวลานั้น ทั้งในช่องแชตของเกมและโปรแกรมสนทนาผ่านเสียงอย่างสไกป์ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งเสียงร้องไห้ เสียงหัวเราะ การปลอบประโลม และการช่วยเหลือ นับเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันมีความสุขมากที่สุดในชีวิต

แต่ทว่า แม้ภายในเกมนั้น ตัวฉันจะมีความสุขมากเท่าไหร่ ภายในโลกแห่งความเป็นจริง ฉันกลับต้องเผชิญกับปัญหาที่ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่มันก็หนักหนาสำหรับจิตใจของเด็กมัธยมต้นคนหนึ่ง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเป็นอย่างมาก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันถูกที่บ้านปลูกฝังมาตลอดว่าเกมเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ตัวฉันในตอนนั้นไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการร้านเกม นอกจากนี้ฉันยังถูกตั้งเงื่อนไขว่า หากจะเล่นเกมก็ต้องเปิดซีดีสำหรับเรียนภาษาอังกฤษให้จบหนึ่งแผ่นก่อน ซึ่งเวลาในการเล่นเกมที่ฉันได้ก็คือ 15 นาทีต่อซีดีหนึ่งแผ่น และยังห้ามเล่นเกมออนไลน์ด้วย

ทุกคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อถูกห้ามเล่นเกมออนไลน์ แล้วฉันเข้าไปเล่นเกมที่ฉันกำลังเล่นอยู่อย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างไร อาจจะฟังดูเป็นเด็กไม่ดีไปซักนิด แต่ฉันได้ใช้ช่องว่างจากเงื่อนไขของการเล่นเกมที่ถูกตั้งเอาไว้โดยพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่ของฉันไม่ได้มีเงื่อนไขห้ามใช้งานอินเทอร์เน็ต ตัวฉันในตอนนั้นก็เลยได้ใช้วิธีการแอบดาวน์โหลดเกมมาเก็บเอาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของที่บ้าน และเพราะฉันเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์มากที่สุดในบ้าน การซ่อนโปรแกรมซักโปรแกรมไม่ให้คนใช้งานคอมพิวเตอร์ขาจรสังเกตเห็น จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

แต่แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเป็นความลับไปได้ตลอด

เมื่อพ่อแม่ของฉันได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการแอบเล่นเกมออนไลน์ ฉันจึงถูกยื่นคำขาดให้ทำการลบเกมออกจากเครื่องทันที คำสั่งนี้ที่ฉันได้รับ เป็นจุดเริ่มต้นของความบอบช้ำจากปมเรื่องการกลัวการเสียเพื่อน เนื่องจากการถูกตัดขาดจากกิลด์ที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้ไปทั้งหมด ในช่วงเวลานั้น คอนเซปต์เรื่องโซเชียลมีเดียนั้นยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนัก การที่เด็กวัยรุ่นซักคนจะอธิบายสังคมของพวกเขาให้กับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมมาก่อนจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ฉันถูกตีตราว่าเป็นเด็กติดเกมที่มีอารมณ์ก้าวร้าวฉุนเฉียว แต่แท้ที่จริงแล้ว สาเหตุของความฉุนเฉียวของฉันนั้นไม่ได้มาจากเรื่องเกม แต่เป็นเรื่องที่ถูกสั่งให้ตัดขาดจากโลกที่ฉันจะได้ไปเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ ต่างหาก

ฉันได้ยินแม่ตัดพ้อด้วยน้ำตาว่า “ไม่น่าให้ฉันเล่นอินเทอร์เน็ตเลย เพราะสิ่งนี้ทำให้ฉันกลายเป็นคนก้าวร้าว”  ฉันในขณะนั้นอยากจะเถียงแทบขาดใจว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ทว่าน้ำตาของแม่นั้นก็ทำให้ฉันได้แต่กลืนคำพูดนี้ลงไปด้วยความรู้สึกผิด และเก็บงำมันเอาไว้ตลอด ฉันได้แต่ปิดประตูห้องของฉันและร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ ทุกวันอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง คำพูดที่ฉันกลืนลงไป เมื่อนานวันเข้า มันก็ได้ตกตะกอนลงไปในใจ จนทำให้ตัวฉันค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ

เมื่อฉันขึ้นมัธยมปลาย ฉันเริ่มมีนิสัยโกรธคนแบบผูกใจเจ็บ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะ มีโลกส่วนตัวสูง และไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ ในระหว่างช่วงสอบเข้าเรียนต่อ ฉันทะเลาะกับพ่อแม่อย่างรุนแรงในเรื่องการเลือกแผนการเรียน เดิมทีฉันเป็นเด็กที่เรียนอยู่ในห้องโครงการพิเศษและมีเกรดเฉลี่ยที่ดีมาตลอด แต่ด้วยหลายเหตุผลทำให้ฉันเลือกที่จะย้ายมาเรียนสายศิลป์ภาษาซึ่งเป็นสายที่ถูกมองว่าเป็นสายสำหรับเด็กไม่ตั้งใจเรียน

ไม่ใช่ว่าแม่จะคัดค้านเรื่องการเลือกแผนการเรียน แต่สาเหตุสำคัญคือเรื่องที่ฉันใช้เวลาอยู่กับเพื่อนภายในอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ซึ่งพ่อแม่ของฉันมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันกลายเป็นเด็กดื้อในสายตาของพวกเขา ฉันจึงถูกยื่นคำขาดด้วยเงื่อนไขสุดประหลาดว่า หากฉันไม่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ และสอบเข้าห้องโครงการพิเศษเพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย(ซึ่งฉันไม่ได้อยากจะไปสอบ)ไม่ได้ ฉันจะถูกบังคับให้สละสิทธิ์การเข้าเรียนต่อห้องศิลป์ภาษา และต้องไปเรียนต่อในห้องเรียนสายวิทย์คณิตทั่วไปแทน

เป็นเงื่อนไขที่ประหลาดจนชวนปวดหัว ตัวฉันในตอนนั้นเองก็มีแต่คำถามว่า 

“เพื่ออะไร”

อย่างไรก็ตาม ฉันก็สอบติดห้องโครงการพิเศษอย่างที่พ่อแม่ฉันต้องการ(และสละสิทธิ์) พวกเขาจึงอนุญาตให้ฉันไปเรียนต่อในห้องเรียนสายศิลป์ภาษาอย่างที่ฉันต้องการตั้งแต่แรก ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ได้เห็นว่าฉันไม่ได้ทำหน้าที่ในการเรียนบกพร่องลงแต่อย่างใด แต่คำถามในใจของฉันในเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่ และถูกกลืนลงไปเช่นเดียวกับในครั้งที่ถูกสั่งห้ามเล่นเกม ตะกอนในใจของฉันเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นจนรู้สึกได้ว่าความสดใสของฉันในสมัยมัธยมปลายนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดหากเทียบกับสมัยมัธยมต้น ฉันเริ่มชอบปลีกวิเวกไปนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว และเวลาว่างส่วนใหญ่ของฉันได้หมดไปกับการนอนเพื่อหนีความจริง

ความรู้สึกที่ดูเหมือนว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงเวลานี้ พร้อมกับความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายที่เริ่มโผล่เข้ามาในสมอง

การต่อสู้ระหว่างฉันกับความคิดที่จะฆ่าตัวตายได้เริ่มขึ้น มันเปรียบเสมือนว่าตัวตนของฉันได้ถูกแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือตัวตนที่ต้องการมีชีวิตอยู่ และอีกฝ่ายหนึ่งคือตัวตนที่ต้องการที่จะดับสลายจากการมีตัวตน ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันโดยไม่มีฝ่ายใดสามารถเรียกตัวเองได้เต็มปากว่าเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง ตัวตนทั้งสองที่เกิดขึ้นไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยสีขาวหรือสีดำในการอธิบายความหมายได้ แต่หากจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงที่สุด ตัวตนทั้งสองฝั่งน่าจะเหมือนกับริ้วสีในจานสีที่ถูกบีบรวมกันไว้แต่ยังถูกพู่กันกวนผสมไม่นานพอที่จะหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน

ฉันทะเลาะกับตัวเองมาตลอดช่วงชีวิตมัธยมปลายจนถึงการเรียนมหาวิทยาลัยในปีที่สอง ตัวตนของฉันเหมือนกับสีที่ถึงแม้จะใช้พู่กันกวนผสมไปนานเท่าไหร่ก็ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉันรู้สึกว่าจิตใจของฉันมันบิดเบี้ยวประดุจริ้วสีบนจานผสม และมองตัวเองเป็นคนบาปที่ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ ฉันโมโหกับความเกรี้ยวกราดของตัวเอง และโมโหกับความงี่เง่าของผู้อื่น แต่ฉันก็ไม่สามารถแสดงมันออกมาให้ใครเห็นได้ ฉันเริ่มรู้สึกว่าการตายของฉันจะเป็นสิ่งที่จะทำให้โลกนี้มีความสุขมากยิ่งขึ้น และรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้คือการกระทำที่เห็นแก่ตัว ยิ่งนานวันเข้าจิตใจที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งอ่อนแอลง เนื่องจากปัญหามากมายที่ฉันต้องเผชิญเพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ตัวตนฝั่งที่อยากมีชีวิตในตอนนี้ก็คงเปรียบเสมือนคนที่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอมเจียนตาย และพร้อมที่จะยอมแพ้ได้ทุกเมื่อ

กลางดึกคืนหนึ่ง ฉันออกไปนั่งห้อยขาอยู่ที่ระเบียงห้องนอนอย่างเหม่อลอย ฉันตัดสินใจอยู่นานว่าจะกระโดดลงไปหรือไม่ แต่ความอยากมีชีวิตอยู่ชนะได้อย่างฉิวเฉียด ฉันออกจากห้องและเดินไปตามถนนไฟสลัวในรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมกับคำถามในใจว่าทำไมฉันต้องเกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอด หัวของฉันแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ทุกย่างก้าวที่ฉันเดิน ฉันแทบจะไม่รู้สึกว่าฉันกำลังเดินอยู่ มันเป็นความรู้สึกเหมือนดวงจิตที่กำลังล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย 

อย่างไรก็ตาม สัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดก็ได้สั่งให้ฉันเดินกลับมาที่ห้อง ทันทีที่ฉันกลับมาถึง ความรู้สึกอยากจะอาเจียนก็ได้ถาโถมเข้ามาทันที ฉันรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว และเดินออกมาอย่างเหนื่อยล้าหลังจากอาเจียนเสร็จ

ฉันเคยถูกที่บ้านเกลี้ยกล่อมเป็นนัย ๆ ว่าไม่อยากให้ไปหาจิตแพทย์

ตัวฉันเองก็ไม่เคยได้รับรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของพวกเขา แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าพวกเขาคิดว่าเพียงความเข้มแข็งของจิตใจเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้ฉันเอาชนะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ฉันเคยพูดเปรย ๆ กับพวกเขาในเรื่องนี้มาก่อนแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง พวกเขาก็จะบอกปฏิเสธและเกลี้ยกล่อมให้ฉันพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง เพื่อพิสูจน์ว่าฉันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม วันนี้เป็นวันแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าต้องไปหาหมออย่างจริงจัง

แม้ว่าตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยมา เพื่อนรอบตัวของฉันจะคอยช่วยเหลือฉันมาตลอดในยามที่ฉันต้องการที่จะตาย แต่ในตอนนี้ฉันรู้สึกได้เลยว่า จิตใจของฉันนั้นจมดิ่งลงไปลึกเกินกว่าที่จะฉุดรั้งมันขึ้นมาด้วยกำลังของตัวเองแล้ว

ฉันหาทางไปหาจิตแพทย์แบบลับ ๆ ด้วยการบอกให้น้าช่วยพาไปโดยไม่ได้บอกให้ที่บ้านทราบ เนื่องจากใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าหากตัวเองถูกวินิจฉัยว่ามีอาการอะไรขึ้นมาจริง ๆ ที่บ้านจะรับไม่ได้ และโดยเฉพาะแม่ของฉันที่อาจจะโทษตัวเองอย่างหนัก ซึ่งฉันไม่อยากทำให้ที่บ้านเสียใจอีก การตัดสินใจครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมาจากความพยายามเฮือกสุดท้ายของตัวตนฝั่งที่ดิ้นรนอยากมีชีวิตรอด ความคิดที่อยากไปหาหมอของฉันได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกโดยน้าของฉัน และด้วยเหตุการณ์นี้ ท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับที่บ้านก็ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

ฉันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าแบบ Dysthymia 

หากเรียกง่าย ๆ โรคซึมเศร้าชนิดนี้คือโรคซึมเศร้าที่มีอาการเรื้อรัง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพจิตใจของฉันที่เริ่มบอบช้ำมานานจนแทบจำไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของมันคือตรงไหน จะเป็นตอนป.6 มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย ตัวฉันเองก็ไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจนนัก ฉันได้รับยาต้านซึมเศร้ามาจากหมอ และได้กลับมานอนคิดทบทวนตัวเองอีกครั้งหลังจากกลับมาจากคลินิก

เอาจริง ๆ ฉันไม่ได้รู้สึกตกใจหรือกังวลเลย เพราะทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันอาจจะมีอาการจริงๆ ฉันเคยทำแบบทดสอบภาวะซึมเศร้าเบื้องต้นมามากมาย และแทบทุกฉบับได้ชี้ว่าฉันควรจะต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจอยู่ในตอนนั้นก็คือ ฉันจะหาวิธีบอกแม่ยังไง ไม่ให้เธอรู้สึกเสียใจอีก แต่ไม่ว่าอย่างไร ในคืนนั้นฉันก็ได้แต่นอนคิดไปเรื่อย ๆ จนผล็อยหลับไป

เช้าวันถัดมา น้าของฉันบอกกับฉันว่าเขาได้รายงานผลการวินิจฉัยของหมอไปให้ทางบ้านของฉันแล้ว ฉันแอบตกใจนิดหน่อยเพราะคิดว่าจะหาวิธีบอกแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ว่าฉันเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ได้ตกลงกับน้าเอาไว้ให้ดีก่อน 

ทันทีที่น้าฉันส่งข้อความไปหาแม่ แม่ก็ได้ส่งข้อความมาขอโทษฉันด้วยสำนวนภาษาที่อ่านแล้วสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่สั่นเทาของแม่ได้แม้จะไม่ได้ยินเสียงแต่อย่างใด แม่สารภาพกับฉันในวันนั้นว่าเป็นเพราะตัวแม่เองที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และเลี้ยงดูฉันให้เติบโตมาพร้อมกับอาการของโรค และแม่เองก็บอกกับฉันว่า แม่นั้นก็อาจจะมีอาการเช่นเดียวกับฉัน แค่แม่ไม่เคยได้มีโอกาสไปหาจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคแบบที่ฉันทำ

ความรู้สึกหนักอึ้งถูกทับถมลงมาตรงกลางอก ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดที่ทำให้แม่ร้องไห้อีกครั้ง แต่อีกใจหนึ่งฉันกลับรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่แม่ออกมาพูดขอโทษฉันอย่างจริงใจ และจริงจังมากกว่าครั้งอื่น ๆ ที่ฉันได้เคยเห็นมาก่อน มันทำให้ฉันสามารถเริ่มต้นที่จะละลายผลึกที่ตกตะกอนอยู่ภายในใจของฉันมาหลายปีลงได้

ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าฉันจะเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น จนกระทั่งมาได้รู้ตัวก็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ ฉันกดทับความรู้สึกคับแค้นใจเอาไว้ในก้นบึ้งของจิตใจด้วยมโนธรรมของความเป็นลูก และปิดทับมันด้วยความรักที่ฉันมีต่อครอบครัว ฉันคิดมาเสมอว่าพ่อแม่ของฉันทุ่มเทอย่างมากเพื่อเลี้ยงดูฉันให้เติบโต ฉันจึงไม่มีสิทธิ์โกรธพวกเขาได้ การหลอกตัวเองว่าไม่ได้โกรธอะไรจึงทำให้ปัญหาที่ฉันได้เผชิญไม่ได้ถูกปล่อยวางอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่วิธีการปล่อยวางนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย นั่นก็คือการหันมาเปิดใจคุยกัน และยอมรับในตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้

หลังจากที่ฉันเริ่มกินยาและค่อย ๆ เคลียร์ปมปัญหากับทางที่บ้านไปทีละนิด ฉันก็รู้สึกได้ว่าบุคลิกภาพของฉันค่อย ๆ เปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง ยาของหมอมีส่วนช่วยให้ฉันสามารถควบคุมอารมณ์ให้มีความสงบนิ่งขึ้น และการพูดคุยกับที่บ้านอย่างจริงใจนั้นก็ทำให้จิตใจที่หนักอึ้งของฉัน ค่อย ๆ เบาลง

จากเพียงแค่สิ่งง่าย ๆ อย่างการเปิดใจพูดคุยกัน

จริงอยู่ที่ว่าบาดแผลที่ฉันสร้างขึ้นมาจากความคับแค้นที่ตกตะกอนลงภายในใจ จะไม่มีทางถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำ ทว่าในยามที่ตัวฉันเริ่มที่จะมองย้อนกลับไปในวันวาน ฉันก็นึกได้ว่าแท้จริงแล้ว ความพยายามที่จะหายไปจากโลกใบนี้ของตัวฉันในอดีต คือการหลีกหนีความผิดที่ตัวเองได้ก่อขึ้นจากความคับแค้นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ในใจของฉัน ณ ปัจจุบัน คิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ทางออกที่แท้จริงของปัญหานั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการหันกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา และรวบรวมความกล้าที่จะยอมรับผิดและคุยกับคู่กรณีอย่างจริงใจ เพราะตราบใดที่เรายังขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์นั้นไม่มีทางเลยที่จะเป็นสีขาวบริสุทธิ์หรือสีดำสนิท ความรู้สึกผิดบาปนั้นก็เป็นองค์ประกอบแสนธรรมดาอันหนึ่งของเรื่องราวชีวิตมนุษย์ ซึ่งไม่ควรจะถูกซ้ำเติม และควรมองมันเป็นเรื่องธรรมดา หากเจ้าตัวผู้กระทำผิดนั้นรู้สึกสำนึกอย่างใจจริงแล้ว

และที่สำคัญ บริบทของตัวฉันในตอนนี้ก็อาจจะถูกสลับด้าน หากได้มองจากมุมมองของใครบางคนที่ฉันได้เผลอไปทำร้ายเขาโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน